ความรู้โภชนาการรักษามะเร็ง เบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง  
 

พบกับโฉมใหม่ของข้อมูลสุขภาพที่จะนำท่านเข้าสู่การบำบัดโรคด้วยตนเอง ตามแผนโภชนาการของเรา ที่ www.zegrain.co.th

โรคมะเร็ง ทุกระยะ โรคเบาหวาน เรื้อรัง โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคไขมันสูง โรคความดันสูง น้ำหนักตัวเกิน(โรคอ้วน) โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับระบบขับถ่าย โรคตับชนิดต่างๆ โรคไต โรคไทรอยด์ ฯลฯ รวมทั้งโรคแห่งความเสื่อมอีกหลาย 10 โรค

go to zegrain.co.th

 
 
 
 
ชื่อคำถาม : น้ำมันปลากับน้ำมันตับปลาแตกต่างกันอย่างไร
ผู้ตั้งคำถาม : เกด โพสต์เมื่อ 5/15/2008 : 8:40:26 AM
อยากทราบว่าน้ำมันที่ได้มาจากปลากับน้ำมันที่ได้มาจากตับปลามีความแตกต่างกันอย่างไรและคุณประโยชน์ในแต่ละชนิดเป็นอย่างไรเหมือนกันหรือไม่(ขอบพระคุณค่ะ)
 
 
 
 
 
ผู้ตอบคำถาม : ณัฐวัฒน์ โพสต์เมื่อ 5/15/2008 : 8:27:46 PM
น้ำมันตับปลา (Liver fish oil) เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากตับของปลาคอต มีคุณค่าทางวิตามินเอเป็นส่วนใหญ่ (กินเพื่อให้ได้วิตามินเอ) มีกรดไขมันอยู่บ้างแต่เป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากกว่าชนิดไม่อิ่มตัว ปัจจุบันมีคนกินน้อยลงมากแล้วเพราะกินวิตามินเอชนิดเป็นเม็ดสะดวกกว่ากินน้ำมันตับปลาเพราะกลิ่นคาวมาก กินไม่อร่อยเลย บางยี่ห้อเอารสส้มลงไปผสมสำหรับเด็ก แต่ก็ยังคงไม่อร่อยอยู่ดี

น้ำมันปลา (Marine fish oil Omega-3) เป็นนำมันที่สกัดจากหนัง เนื้อ หรือเครื่องในของปลาทะเลเพื่อดึงเอาน้ำมัน Omega-3 ออกมาเป็นน้ำสีเหลืองอ่อน ประกอบด้วยสารสำคัญ 2 ตัวคือ EPA และ DHA ซึ่งมีความสำคัญทำให้มีสุขภาพดี ดังนี้
1. ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก และตับอ่อน โดยน้ำมันปลาจะออกฤทธิ์ต่อต้านน้ำมันพืชอื่นๆที่ใช้ปรุงอาหารภายใต้ความร้อนซึ่งส่งเสริมการเกิดเซลล์มะเร็งได้ง่าย เช่นของปิ้ง ทอด ย่างจนเกรียม เป็นต้น
2. เร่งให้เกิดไขมันชนิดดี ชื่อว่า HDL ให้มีปริมาณในเลือดสูงขึ้นเพื่อควบคุมไม่ให้ไขมันคอเลสเตอร์รอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และ LDL สูงเกินไป เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี
3. ช่วยลดความดันโลหิตเนื่องจากน้ำมันปลาสามารถปรับสมดุลของโซเดียมในเลือดได้ดี โดยเฉพาะเรนิน (Renin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากไตซึ่งเป็นตัวควบคุมความดันโลหิตนั้นสามารถทำงานได้เพิ่มขึ้นถึง 64%
4. พบว่า EPA ในน้ำมันปลาสามารถลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบที่ช่วยให้อาการข้ออักเสบและลูปัสดีขึ้น ในปี ค.ศ.1986 สมาคมโรคข้อในสหรัฐฯได้สรุปรายงานการใช้น้ำมันปลาในคนไข้โรครูมาตอยว่ามีอาการลดลงถึง 60% และยังมีผลต่ออาการปวดลดลงอย่างชัดเจน
5. สามารถลดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ 33% เนื่องจากน้ำมันปลามีผลต่อการสังเราะห์ฮอร์โมนพรอสตาแกลนดินซึ่งมีผลให้การรวมกลุ่มของเกล็ดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมองขณะปวดไมเกรน
6. เนื่องจากน้ำมันปลาช่วยยับยั้งการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีนั้นย่อมมีผลต่อการควบคุมน้ำหนักและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีไปด้วย ดังนั้นการกินน้ำมันปลาเข้มข้นจึงมีส่วนช่วยให้การทำงานของตับอ่อน และไตทำงานได้ราบรื่นมีเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทั้ง 2 ได้ดีขึ้นมาก จึงทำให้ประสิทธิภาพในการสร้างฮอร์โมนอินซูลินดีขึ้นตามลำดับ ถ้าผู้ป่วยเบาหวานคุมอาหารได้ตามคำแนะนำของโภชนากรโดยเคร่งครัดและกินน้ำมันปลาชนิดเข้มข้นในระยะเวลาหนึ่งจะสามารถเห็นระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างน่าพิศวง
7. DHA ในน้ำมันปลาเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมอง เซลล์ประสาท จึงมีผลต่อสติปัญญา หากขาด DHA โดยเฉพาะในเด็กจะทำให้การพัฒนาการของสมอง การเรียนรู้ สติปัญญาช้าลง ถ้าในผู้ใหญ่พบว่าเป็นโรคหลงลืมได้ง่ายโดยเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ และถ้าปริมาณ DHA ในสมองเพิ่มขึ้นหมายความว่าความเครียดจะลดลงและทำงานดีขึ้น

แต่การใช้น้ำมันปลาเพื่อสร้างประโยชน์ทั้ง 7 ข้อนั้นจะต้องกินในปริมาณที่เข้มข้นที่ไม่ธรรมดาและจะต้องได้รับคำแนะนำจากโภชนากรซึ่งจะต้องมีข้อปฏิบัติอื่นๆเพิ่มเติมด้วย เช่นโภชนาการพื้นฐานต้องเหมาะสม ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้นประสิทธิภาพของน้ำมันปลาจึงไม่ธรรมดานะครับ....ขอขอบคุณ