ความรู้โภชนาการรักษามะเร็ง เบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง  
 

พบกับโฉมใหม่ของข้อมูลสุขภาพที่จะนำท่านเข้าสู่การบำบัดโรคด้วยตนเอง ตามแผนโภชนาการของเรา ที่ www.zegrain.co.th

โรคมะเร็ง ทุกระยะ โรคเบาหวาน เรื้อรัง โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคไขมันสูง โรคความดันสูง น้ำหนักตัวเกิน(โรคอ้วน) โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับระบบขับถ่าย โรคตับชนิดต่างๆ โรคไต โรคไทรอยด์ ฯลฯ รวมทั้งโรคแห่งความเสื่อมอีกหลาย 10 โรค

go to zegrain.co.th

 
 
 
 
ชื่อคำถาม : กระดูกพรุน
ผู้ตั้งคำถาม : สายลมเย็น โพสต์เมื่อ 10/13/2006 : 12:04:34 PM
อายุ 43 แล้วค่ะเพื่อนวัยเดียวกันไปตรวจภาวะกระดูกพรุน ปรากฎว่าหลายคนพบภาวะกระดูกพรุน เลยเริ่มรู้สึกกังวลใจ อยากเรียนถามว่า อาการที่บอกว่ากำลังเกิดภาวะกระดูกพรุนเป็นอย่างไรและเราจะป้องกันได้อย่างไร
ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
 
 
 
 
 
ผู้ตอบคำถาม : ณัฐศักย์ โพสต์เมื่อ 10/14/2006 : 10:35:52 AM
จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกพรุน ก็ต้องดูจำปัจจัยดังต่อไปนี้
1. วัดมวลกระดูก ในบริเวณข้อศอก หรือส้นเท้า จะบอกได้ว่าคุณมีมวลกระดูกมากน้อยขนาดไหน สามารถเข้าตรวจวัดได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป
2. เจาะเลือดเพื่อดูค่าภาวะกระดูกพรุน 2 ค่าคือ ความสามารถสร้างมวลกระดูกขึ้นใหม่ของร่างกาย (Osteocalcine) และ ความเร็วในการสลายมวลกระดูกของร่างกาย (Beta Cross Lab) แล้วเอาค่าที่ได้นี้นำไปประมวลร่วมกับการตรวจในข้อที่ 1 ก็จะตัดสินได้ว่ากระดูกของคุณพรุนหรือยังครับ
3. คุณเป็นคนร่างเล็กและเตี้ยหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้กระดูกของคุณจะบางและพรุนได้ง่ายกว่าคนที่มีร่างกายสูงใหญ่กว่า เรียกว่าคุณมีต้นทุนของกระดูกน้อยกว่าคนอื่นนั่นเอง
4. ย้อนไปในวัยเด็กดูว่าคุณกินผักผลไม้ได้ดีและสม่ำเสมอแค่ไหน มีพื้นฐานทางโภชนาการสมดุลมาก่อนหรือไม่และออกกำลังกายอยู่เป็นประจำหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนตัวเล็กก็ตามแต่ร่างกายจะสร้างกระดูกได้ดีมาตั้งแต่อายุยังน้อย เผลอๆอาจมีกระดูที่หนาและแข็งแรงกว่าคนที่ตัวใหญ่กว่าคุณก็ได้ครับ แต่ถ้าคุณไม่มีลักษณะหรือพฤติกรรมอย่างที่กล่าวเลยก็จะยิ่งทำให้กระดูกคุณบางได้มากและเร็วเพราะคุณไม่ได้สร้างกระดูกไว้เป็นทุนสำรองมาตั้งแต่เด็ก จะมาสร้างเมื่อตนอายุมากแล้วมันไม่ทันครับเพราะวัยที่ร่างกายสร้างกระดูกได้ดีที่สุดจะต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี
ผมขอแนะนำให้คุณสายลมเย็นซึ่งมีอายุประมาณ 40 เศษ ให้ปฏิบัติดังนี้
1. ให้กินอาหารครบหมู่และทำมาจากธรรมชาติ กินพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช 75% กินเนื้อสัตว์ (เนื้อปลา) 25 %
2. ควบคุมน้ำหนักตัวให้ได้มาตรฐาน อย่ากินอาหารรสจัด มันจัด ของทอด ปิ้ง ย่าง
3. ออกกำลังกายเบาๆสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาทีอย่างต่อเนื่องทุกวัน
4. ดื่มน้ำให้สม่ำเสมอทีละน้อยตลอดวัน
5. กินแคลเซี่ยมเสริมโดยเฉพาะต้องมีส่วนผสมของแมกนีเซี่ยมอยู่ครึ่งหนึ่งเสมอ (อัตราส่วน แคลเซี่ยม:แมกนีเซี่ยม = 2 : 1)
6. รู้จักผ่อนคลายอารมณ์เสมอๆเพื่อไม่ให้เครียด
ขอขอบคุณ